151012_cw_box_font_03
151103_CW_His_box_v2

ชาวบ้านแถบภูเรือ จังหวัดเลยมีวิธีทำไร่คล้ายๆกับคนอีสานโดยทั่วไป คือไถพรวนด้วยรถไถ รอฝนตกจึงหยอดเมล็ดพันธุ์ แต่เผอิญที่ดินแถบนั้นเป็นเนินเขาเสียส่วนใหญ่ ไม่ราบเรียบเหมือนแหล่งเพาะปลูกที่อื่น พอฝนตกจึงชะล้างหน้าดินที่ไถพรวนไว้จนหมด เพียงไม่กี่ปีก็ถึงชั้นดินลูกรังหมดสภาพ ไม่มีอาหารในดินเหลือไว้สำหรับการเพาะปลูกในปีต่อไป ชาวบ้านจึงทิ้งที่ดินและบุกถางป่าหาที่ทำไร่ต่อไปอีก  เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ประเทศไทยส่งออกผลิตผลจากพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ไปขายต่างประเทศ สภาพป่าดิบสมบูรณ์แบบภูเรือจึงค่อยๆกลายสภาพมาเป็นที่ดินหัวโล้นว่างเปล่าดังที่ปรากฎในปัจจุบัน

สวนป่า “ชัชนาถ” เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2533 จากที่ดินรกร้างที่ซื้อจากชาวบ้านจำนวน 33 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์จะปลูกต้นไม้ยืนต้นให้กลายเป็นป่าให้ได้ ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา บนถนนสาย เลย-ภูเรือ ที่ ก.ม. 36 และมีถนนแบบทางเกวียนเข้าไปยังที่ดินอีกประมาณกิโลกว่าๆ  ตรง ก.ม. 36 นี้ก็คือ ตำบลสานตม ที่ปรากฎอยู่บนหนังสือเรียนภูมิศาสตร์ของนักเรียนสมัย  50-60 ปีที่แล้วที่ระบุไว้ว่า “ที่ที่หนาวที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย” นั่นเอง  เกจิอาจารย์พระป่ากรรมฐานเล่าให้ฟังว่าเวลาไปบิณฑบาตรแถวนั้นตอนหน้าหนาวจะถูกแผ่นน้ำแข็งตามยอดหญ้าบาดเท้าเอา

...

อากาศแถวภูเรือถือว่าเป็นสุดยอดของประเทศไทย เนื่องจากภูมิประเทศเป็นทะเลภูเขาจึงเย็นสบายในฤดูร้อนและจะหนาวเหน็บตอนหน้าหนาว  เรื่อง “แม่คะนิ๊ง” ที่เห็นข่าวทางหนังสือพิมพ์จึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ซึ่งอันที่จริงขอชาวบ้านภาวนาขออย่าให้เกิด “แม่คะนิ๊ง” เพราะนอกจากจะหนาวเหน็บจนนอนไม่หลับแล้วต้นไม้ยังจะถูกน้ำแข็งจับตายหมด  บางปีไม่ใช่แค่ “แม่คะนิ๊ง” แต่จะพบน้ำแข็งเป็นแผ่นที่นอกชานบ้านตอนเช้าก็มีบ่อยๆ  ส่วนวิวและภูมิประเทศแถบนั้นก็สวยจับใจผู้คนที่ไปเยือน

kumpa

ผู้ที่รับอาสาปลูกต้นไม้และดูแลให้ก็คือสองผัวเมียชาวบ้านท่าศาลาชื่อ นายคำภู และแม่คำภา ทั้งสองคนเป็นคนฉลาดอย่างเหลือเชื่อชนิดเป็นปราชญ์ชาวบ้าน (เรื่องราวของนายคำภูและแม่คำภาปรากฎในตอนท้ายของบนความนี้) แกไม่เข้าใจเลยว่า “คนกรุงเทพฯ” มาซื้อที่ดินที่หมดสภาพ และเป็นเนินเขาแทนที่จะเป็นที่ราบ เพื่อทำการปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร และสำหรับชาวบ้านแล้วคำว่า “ปลูกป่า” สมัยปี 2533-2534 นั้นเป็นคำที่ตลกสิ้นดี เพราะสำหรับพวกเขานั้นป่ามีไว้ตัดและเผาเพื่อเอาที่ไปทำไร่ และนี่ก็ยังจะไม่ปลูกไม้ผลเพื่อเอาผลผลิตไปขาย แต่จะปลูกป่าเฉยๆ เสียอีก!

ต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินชิ้นแรกที่เป็นทุ่งหญ้าคาของสวนชัชนาถนั้น ก็ไปซื้อต้นกล้าจากสวนป่าของทางราชการที่เขาเพาะขึ้นมาตั้งแต่ สัก มะค่า ประดู่ ยางนา สนสามใบ ไม้แดง เป็นต้น แต่ก็ปลูกแบบเรียงแถวเว้นระยะ 2 เมตรโดยไม่ได้ปลูกแบบไร้ระเบียบอย่างที่เกิดเองในธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการตัดหญ้าตามที่นายคำภูแนะ ซึ่งก็พบว่าการปลูกต้นไม้ในที่ดิน 30 กว่าไร่ ไร่ละ 400 ต้น ไม่ใช่งานเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย

แม้จะปลูกในช่วงหน้าฝน กล้าไม้เล็กๆ เหล่านั้นก็ยังต้องกระเสือกกระสนหาอาหารจากพื้นที่ดินที่เป็นลูกรังหมดสภาพและยังต้องสู้กับหญ้าคาอีก ซึ่งเพียงเดือนแรกก็ต้องแหวกหญ้าคาเพื่อหาดูกล้าไม้ที่ปลูกไว้ว่ายังอยู่หรือไม่ พอสิ้นหน้าหนาวก็พบว่าต้นไม้ที่ปลูกไว้เป็นหมื่นต้นนั้นตายไปกว่าครึ่งต้องปลูกซ่อมกันใหม่หมด ปลูกซ่อมกันอย่างนี้สัก 2-3 ปี ก็พอเห็นต้นไม้เล็กๆขึ้นกันหรอมแหรม ในตอนนั้นก็เกิดสองจิตสองใจว่าจะเดินหน้าปลูกป่าอย่างไม่ค่อยมีความหวังต่อไปหรือจะล้มเลิกความคิด ก็พอดีเจ้าของที่ดินแปลงสวยที่อยู่ติดกันจำนวน 50 ไร่มาเสนอขาย ก็เลยซื้อไว้และด้วยภูมิประเทศของที่ดินเดิมรวมกับที่ดินชิ้นใหม่ ทำให้มีร่องน้ำอยู่กลางที่ (เป็นร่องกั้นระหว่างที่ดินสองแปลง) เหมาะสมกับการขุดบ่อน้ำเพื่อประโยชน์ทั้งทางด้านการเอาน้ำมาใช้เพื่ออยู่อาศัย และใช้ในการเพาะปลูก รวมทั้งทำให้ทัศนียภาพของที่ดินมีสระน้ำสวยงาม จึงได้ลงทุนปลูกต้นไม้ในที่ดินแปลงใหม่นี้ต่อไปอีก และก็ทำเช่นนี้กับที่ดินข้างเคียงที่เขาเอามาขายต่อๆไป จนผืนป่าของสวนชัชนาถมีเนื้อที่ประมาณ 200 กว่าไร่ในปัจจุบัน

ตรงนี้น่าจะบันทึกไว้ด้วยว่า ชาวบ้านแถวภูเรือเขาไม่เข้าใจการมาปลูกป่าของคนกรุงเทพฯ เลยจริงๆ จนมีเรื่องเล่ากันว่าครูโรงเรียนคนหนึ่งไปปรารฎว่า มี “ดอกเตอร์สติเฟื่อง” มาซื้อที่หมดสภาพและแทนที่จะปลูกไม้ผลให้มีประโยชน์แต่กลับมาปลูกป่า แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี พอต้นไม้ตั้งตัวได้เรื่มโตมองเห็นเขียวไปหมด รัฐบาลก็ประกาศโครงการปลูกป่า 5 ล้านไร่ถวายในหลวงพอดี คนก็เริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของป่าไม้ ไอ้ดอกเตอร์สติเฟื่องคนเดิมก็เลยกลายเป็นดอกเตอร์อัจฉริยะ ที่มองเห็นการไกลไปในสายตาของชาวบ้าน

หลังจากเดินไฟฟ้าเข้าและทำถนนแล้ว อันดับต่อไปก็คือการปลูกบ้านไว้อยู่เพราะต้นไม้เริ่มโตและป่าที่ปลูกไว้ก็ชักจะร่มรื่นแล้ว นายคำภูแนะนำให้ไปซื้อบ้านไม้เก่าจากชาวบ้าน เพราะชาวบ้านแถวนั้นพอมีสตางค์ก็นิยมปลูกบ้านใหม่เป็นตึกหรือตึกผสมไม้ แทนที่จะอยู่บ้านไม้แบบเดิม ประกอบกับมีน้อง (ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์) ซึ่งมีกิจการทางด้านงานก่อสร้างได้ส่งสถาปนิก (คุณจมร) มาช่วยออกแบบสร้างบ้านจากไม้ที่ซื้อบ้านเก่าของชาวบ้านมา โดยพยายามเก็บสภาพ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ไว้ให้มากที่สุด และกลมกลืนกับธรรมชาติที่เป็นป่าทั้งหมด

เมื่อหน้าหนาวของภูเรือนั้นหนาวเหน็บจนนอนไม่หลับ ชาวบ้านก็จะนั่งล้อมวงผิงไฟและบางทีก็หลับไปรอบกองไฟเลย ไม้ที่นิยมนำมาสุมไฟก็นิยมใช้แก่นไม้โดยเฉพาะแก่นประดู่ ซึ่งมีเหลือซากมาจากการโค่นเผาป่าและมีซากชนิดยืนต้นถูกไฟไหม้ตายหรือถูกดินทับถมเหลืออยู่มากกว่าไม้ชนิดอื่นๆในแถบนั้น ด้วยสาเหตุที่แก่นไม้แถวอีสานแข็งเหมือนหินจึงเผาไหม้ช้า แบบสุมขอนชาวบ้านจะชอบมาก แต่คนกรุงเทพฯเห็นแล้วแทบร้องไห้ด้วยความเสียดาย

จึงขอให้นายคำภูตระเวนไปตามหมู่บ้านตอนกลางคืนหน้าหนาว พบใครเอาแก่นไม้มาเผาก็ขอซื้อมาหมด ไม้พวกนี้ก็ได้นำมาใช้ตั้งแต่การทำเสาบ้าน ทำโครงประตูหน้าต่างสารพัด ตลอดจนส่วนที่เป็นปีกไม้ก็นำมาใช้ทำเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ไม้ที่ใช้ในการปลูกบ้านในสวนชัชนาถส่วนใหญ่จึงมีรอยไหม้ไฟ ซึ่งบางคนเห็นแล้วชอบบอกว่าเท่ห์ดี  ไม้พวกนี้เป็นแก่นไม้ จึงแข็งมากตอกตะปูไม่เข้า ต้องใช้สว่านเจาะก่อนตีตะปูจากบ้านหลังแรก (2 ห้องนอน) ที่สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2540 และหลังที่สอง (4ห้องนอน) ในปี 2541 ก็ค่อยๆ สร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีรวม 9 หลังในปัจจุบัน ที่น่าเล่าก็คือ การสร้างบ้านที่เขียนแบบและดูแลงานโดยคุณจมรนั้น จะว่าจ้างช่างจากเมืองเลยมาทำแบบงานเหมา พวกช่างก็อพยพมาอยู่ในที่โดยเอาข้าวเหนียวมาอย่างเดียว แล้วมาหาเนื้อสัตว์พวก กบ เขียด ปลา และผัก เอาจากในสวนนั่นเอง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเลย ฉะนั้นการสร้างบ้านแต่ละหลังจึงใช้เวลานานมากเพราะช่างไม่ยอมทำให้เสร็จ!

ระบบน้ำที่ใช้ในสวนเป็นการสูบน้ำขึ้นไปยังยอดเนินและปล่อยลงมาผ่านถังกรอง 2 ถัง จนใสแจ๋วเก็บในบ่อไว้ใช้ตามบ้าน ทั้งหมดนี้เป็นระบบใช้แรงดันน้ำจากที่สูงลงต่ำทั้งสิ้น (นอกจากนั้นในปี พ.ศ. 2548 ก็เจาะบ่อบาดาลเอาน้ำแร่จากภูเขามาใช้ดื่มกินได้อีกด้วย)

ส่วนระบบน้ำทิ้งนั้นคุณยอดเยี่ยม ก็คิดไว้ดีมาก กล่าวคือ น้ำทิ้งทั้งหมดก่อนจะปล่อยออกไปจะให้ผ่านบ่อกรองน้ำเสียก่อนถึง 2 บ่อ นับว่าอนุรักษ์ธรรมชาติกันสุดๆ

15 ปีก็ไม่ได้นานเกินรอที่จะเปลี่ยนสภาพพื้นที่ลูกรังเสื่อมโทรมมีแต่หญ้าคาให้กลายเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ ได้ดังสวนชัชนาถในปัจจุบัน พอเป็นป่าก็เริ่มมีนกจากที่ไม่เคยเห็นเลยเพราะไม่มีต้นไม้ ไก่ป่า นกคุ่มที่ชอบทำรังบนพื้นดิน หมูหริ่ง (สัตว์ในพื้นที่มีลักษณะหน้าเหมือนหมูแต่เท้าเหมือนหมา ตัวโตกว่าหมาเล็กน้อย) และสัตว์ป่าอื่นๆ ก็มาใช้เป็นที่อยู่อาศัย ผืนดินเมื่อคืนสภาพก็เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่กินได้โดยเฉพาะพวกเห็ดเช่นเห็ดโคนมีมากมายกินกันไม่หวาดไม่ไหว เห็นแล้วจะเชื่อว่าป่านี่ปลูกได้จริงๆ

สภาพพื้นที่แถบ ต.ท่าศาลา และ ต.สานตม ก็คล้ายๆกับที่อื่นๆในแถบ อ. ภูเรือ คือมีสภาพเป็นป่าเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 600-700 เมตร เมื่อก่อนเป็นป่าดิบ การเดินทางไม่สะดวกและไม่มีใครอยากไปเยี่ยมเยือน นายคำภูและแม่คำภาเล่าถึงสภาพหมู่บ้านเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ที่ตอนกลางคืนไม่กล้าลงจากเรือนเพราะกลัวเสือคาบไปกิน!

ชาวบ้านเล่ากันว่าทุกครั้งที่ใครเอารูป “เมืองกรุงเทพฯ” มาให้ดูได้เห็นตึกรามบ้านช่องแล้วก็ภาวนาว่าเมื่อไหร่หนอภูเรือจะเลิกเป็นป่าเขา และเจริญอย่างกรุงเทพฯเสียที ไม่นานเกินรอก็มีนานทุนมาแนะนำให้ปลูกข้าวโพดและจะรับซื้อเพื่อส่งไปขายต่างประเทศ จึงเป็นครั้งแรกที่คนแถบนั้นมีการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างจริงจัง การเตรียมที่ปลูกข้าวโพดก็ต้องถางป่า

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นป่าทึบและต้นไม้แต่ละต้นก็ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ ใครที่เก่งและขยันก็จะโค่นต้นไม้และเผาปราบที่ได้เร็วกว่าคนอื่นแล้วก็จับจองที่ดินเป็นกรรมสิทธิของตนเอง นายคำภูเล่าว่าแกต้องทำงาน “โค่นป่า” อย่างหามรุ่งหามค่ำและก็ต้องมีวิธีการโค่นป่าอย่างเร็วอีกด้วย

ป่าดิบแถว อ.ภูเรือ หมดไป  ที่ดินกลายสภาพเป็นหัวโล้น ส่วนป่าหมดไปไร้ที่อยู่ก็เพราะอยากจะได้เงินจากการส่งผลิตผลพืชไร่ไปขายต่างประเทศนี่แหละ คุ้มกันไหมก็ไม่รู้

ในปีสองปีแรกของการเข้ามาดูแลสวนนายคำภู และแม่คำภาจะพูดเสมอว่ากำลังใช้กรรม เพราะเมื่อก่อนโค่นต้นไม้ไปแยะตอนนี้ต้องมาคอยปลูกและดูแลต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยถ้าต้นไม้ตายไปก็ยังถูกต่อว่าเอาอีก  แต่เมื่อปลูกป่าสำเร็จ ทั้งสองคนโดยเฉพาะนายคำภูก็กลายเป็นนักอนุรักษ์ตัวยงไปเลยชนิดที่จะทำครัวใหม่ให้แม่คำภาแล้วต้องตัดต้นไม้ออกไม่กี่ต้นก็ไม่ยอมแล้ว นายคำภูสอนให้เพื่อนๆ หันมาปลูกป่า เพราะแกก็เพิ่งเห็นสัจธรรมว่าป่าคือชีวิต ป่าคือแหล่งอาหารโดยแท้ แกพยายามสอนชาวบ้านให้เน้นความสำคัญของป่าเพราะเชื่อสนิทแล้วว่ารายได้ที่ได้จากการปลูกพืชไร่นั้นไม่คุ้มกับป่าและสัตว์ป่าที่ถูกทำลายไปเลยจริงๆ

151012_cw_box_font_03
151103_CW_His_box_v2

ชาวบ้านแถบภูเรือ จังหวัดเลยมีวิธีทำไร่คล้ายๆกับคนอีสานโดยทั่วไป คือไถพรวนด้วยรถไถ รอฝนตกจึงหยอดเมล็ดพันธุ์ แต่เผอิญที่ดินแถบนั้นเป็นเนินเขาเสียส่วนใหญ่ ไม่ราบเรียบเหมือนแหล่งเพาะปลูกที่อื่น พอฝนตกจึงชะล้างหน้าดินที่ไถพรวนไว้จนหมด เพียงไม่กี่ปีก็ถึงชั้นดินลูกรังหมดสภาพ ไม่มีอาหารในดินเหลือไว้สำหรับการเพาะปลูกในปีต่อไป ชาวบ้านจึงทิ้งที่ดินและบุกถางป่าหาที่ทำไร่ต่อไปอีก  เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ประเทศไทยส่งออกผลิตผลจากพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ไปขายต่างประเทศ สภาพป่าดิบสมบูรณ์แบบภูเรือจึงค่อยๆกลายสภาพมาเป็นที่ดินหัวโล้นว่างเปล่าดังที่ปรากฎในปัจจุบัน

สวนป่า “ชัชนาถ” เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2533 จากที่ดินรกร้างที่ซื้อจากชาวบ้านจำนวน 33 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์จะปลูกต้นไม้ยืนต้นให้กลายเป็นป่าให้ได้ ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา บนถนนสาย เลย-ภูเรือ ที่ ก.ม. 36 และมีถนนแบบทางเกวียนเข้าไปยังที่ดินอีกประมาณกิโลกว่าๆ  ตรง ก.ม. 36 นี้ก็คือ ตำบลสานตม ที่ปรากฎอยู่บนหนังสือเรียนภูมิศาสตร์ของนักเรียนสมัย  50-60 ปีที่แล้วที่ระบุไว้ว่า “ที่ที่หนาวที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย” นั่นเอง  เกจิอาจารย์พระป่ากรรมฐานเล่าให้ฟังว่าเวลาไปบิณฑบาตรแถวนั้นตอนหน้าหนาวจะถูกแผ่นน้ำแข็งตามยอดหญ้าบาดเท้าเอา

...

อากาศแถวภูเรือถือว่าเป็นสุดยอดของประเทศไทย เนื่องจากภูมิประเทศเป็นทะเลภูเขาจึงเย็นสบายในฤดูร้อนและจะหนาวเหน็บตอนหน้าหนาว  เรื่อง “แม่คะนิ๊ง” ที่เห็นข่าวทางหนังสือพิมพ์จึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ซึ่งอันที่จริงขอชาวบ้านภาวนาขออย่าให้เกิด “แม่คะนิ๊ง” เพราะนอกจากจะหนาวเหน็บจนนอนไม่หลับแล้วต้นไม้ยังจะถูกน้ำแข็งจับตายหมด  บางปีไม่ใช่แค่ “แม่คะนิ๊ง” แต่จะพบน้ำแข็งเป็นแผ่นที่นอกชานบ้านตอนเช้าก็มีบ่อยๆ  ส่วนวิวและภูมิประเทศแถบนั้นก็สวยจับใจผู้คนที่ไปเยือน

kumpa

ผู้ที่รับอาสาปลูกต้นไม้และดูแลให้ก็คือสองผัวเมียชาวบ้านท่าศาลาชื่อ นายคำภู และแม่คำภา ทั้งสองคนเป็นคนฉลาดอย่างเหลือเชื่อชนิดเป็นปราชญ์ชาวบ้าน (เรื่องราวของนายคำภูและแม่คำภาปรากฎในตอนท้ายของบนความนี้) แกไม่เข้าใจเลยว่า “คนกรุงเทพฯ” มาซื้อที่ดินที่หมดสภาพ และเป็นเนินเขาแทนที่จะเป็นที่ราบ เพื่อทำการปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร และสำหรับชาวบ้านแล้วคำว่า “ปลูกป่า” สมัยปี 2533-2534 นั้นเป็นคำที่ตลกสิ้นดี เพราะสำหรับพวกเขานั้นป่ามีไว้ตัดและเผาเพื่อเอาที่ไปทำไร่ และนี่ก็ยังจะไม่ปลูกไม้ผลเพื่อเอาผลผลิตไปขาย แต่จะปลูกป่าเฉยๆ เสียอีก!

ต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินชิ้นแรกที่เป็นทุ่งหญ้าคาของสวนชัชนาถนั้น ก็ไปซื้อต้นกล้าจากสวนป่าของทางราชการที่เขาเพาะขึ้นมาตั้งแต่ สัก มะค่า ประดู่ ยางนา สนสามใบ ไม้แดง เป็นต้น แต่ก็ปลูกแบบเรียงแถวเว้นระยะ 2 เมตรโดยไม่ได้ปลูกแบบไร้ระเบียบอย่างที่เกิดเองในธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการตัดหญ้าตามที่นายคำภูแนะ ซึ่งก็พบว่าการปลูกต้นไม้ในที่ดิน 30 กว่าไร่ ไร่ละ 400 ต้น ไม่ใช่งานเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย

แม้จะปลูกในช่วงหน้าฝน กล้าไม้เล็กๆ เหล่านั้นก็ยังต้องกระเสือกกระสนหาอาหารจากพื้นที่ดินที่เป็นลูกรังหมดสภาพและยังต้องสู้กับหญ้าคาอีก ซึ่งเพียงเดือนแรกก็ต้องแหวกหญ้าคาเพื่อหาดูกล้าไม้ที่ปลูกไว้ว่ายังอยู่หรือไม่ พอสิ้นหน้าหนาวก็พบว่าต้นไม้ที่ปลูกไว้เป็นหมื่นต้นนั้นตายไปกว่าครึ่งต้องปลูกซ่อมกันใหม่หมด ปลูกซ่อมกันอย่างนี้สัก 2-3 ปี ก็พอเห็นต้นไม้เล็กๆขึ้นกันหรอมแหรม ในตอนนั้นก็เกิดสองจิตสองใจว่าจะเดินหน้าปลูกป่าอย่างไม่ค่อยมีความหวังต่อไปหรือจะล้มเลิกความคิด ก็พอดีเจ้าของที่ดินแปลงสวยที่อยู่ติดกันจำนวน 50 ไร่มาเสนอขาย ก็เลยซื้อไว้และด้วยภูมิประเทศของที่ดินเดิมรวมกับที่ดินชิ้นใหม่ ทำให้มีร่องน้ำอยู่กลางที่ (เป็นร่องกั้นระหว่างที่ดินสองแปลง) เหมาะสมกับการขุดบ่อน้ำเพื่อประโยชน์ทั้งทางด้านการเอาน้ำมาใช้เพื่ออยู่อาศัย และใช้ในการเพาะปลูก รวมทั้งทำให้ทัศนียภาพของที่ดินมีสระน้ำสวยงาม จึงได้ลงทุนปลูกต้นไม้ในที่ดินแปลงใหม่นี้ต่อไปอีก และก็ทำเช่นนี้กับที่ดินข้างเคียงที่เขาเอามาขายต่อๆไป จนผืนป่าของสวนชัชนาถมีเนื้อที่ประมาณ 200 กว่าไร่ในปัจจุบัน

ตรงนี้น่าจะบันทึกไว้ด้วยว่า ชาวบ้านแถวภูเรือเขาไม่เข้าใจการมาปลูกป่าของคนกรุงเทพฯ เลยจริงๆ จนมีเรื่องเล่ากันว่าครูโรงเรียนคนหนึ่งไปปรารฎว่า มี “ดอกเตอร์สติเฟื่อง” มาซื้อที่หมดสภาพและแทนที่จะปลูกไม้ผลให้มีประโยชน์แต่กลับมาปลูกป่า แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี พอต้นไม้ตั้งตัวได้เรื่มโตมองเห็นเขียวไปหมด รัฐบาลก็ประกาศโครงการปลูกป่า 5 ล้านไร่ถวายในหลวงพอดี คนก็เริ่มเข้าใจถึงความสำคัญของป่าไม้ ไอ้ดอกเตอร์สติเฟื่องคนเดิมก็เลยกลายเป็นดอกเตอร์อัจฉริยะ ที่มองเห็นการไกลไปในสายตาของชาวบ้าน

หลังจากเดินไฟฟ้าเข้าและทำถนนแล้ว อันดับต่อไปก็คือการปลูกบ้านไว้อยู่เพราะต้นไม้เริ่มโตและป่าที่ปลูกไว้ก็ชักจะร่มรื่นแล้ว นายคำภูแนะนำให้ไปซื้อบ้านไม้เก่าจากชาวบ้าน เพราะชาวบ้านแถวนั้นพอมีสตางค์ก็นิยมปลูกบ้านใหม่เป็นตึกหรือตึกผสมไม้ แทนที่จะอยู่บ้านไม้แบบเดิม ประกอบกับมีน้อง (ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์) ซึ่งมีกิจการทางด้านงานก่อสร้างได้ส่งสถาปนิก (คุณจมร) มาช่วยออกแบบสร้างบ้านจากไม้ที่ซื้อบ้านเก่าของชาวบ้านมา โดยพยายามเก็บสภาพ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ไว้ให้มากที่สุด และกลมกลืนกับธรรมชาติที่เป็นป่าทั้งหมด

เมื่อหน้าหนาวของภูเรือนั้นหนาวเหน็บจนนอนไม่หลับ ชาวบ้านก็จะนั่งล้อมวงผิงไฟและบางทีก็หลับไปรอบกองไฟเลย ไม้ที่นิยมนำมาสุมไฟก็นิยมใช้แก่นไม้โดยเฉพาะแก่นประดู่ ซึ่งมีเหลือซากมาจากการโค่นเผาป่าและมีซากชนิดยืนต้นถูกไฟไหม้ตายหรือถูกดินทับถมเหลืออยู่มากกว่าไม้ชนิดอื่นๆในแถบนั้น ด้วยสาเหตุที่แก่นไม้แถวอีสานแข็งเหมือนหินจึงเผาไหม้ช้า แบบสุมขอนชาวบ้านจะชอบมาก แต่คนกรุงเทพฯเห็นแล้วแทบร้องไห้ด้วยความเสียดาย

จึงขอให้นายคำภูตระเวนไปตามหมู่บ้านตอนกลางคืนหน้าหนาว พบใครเอาแก่นไม้มาเผาก็ขอซื้อมาหมด ไม้พวกนี้ก็ได้นำมาใช้ตั้งแต่การทำเสาบ้าน ทำโครงประตูหน้าต่างสารพัด ตลอดจนส่วนที่เป็นปีกไม้ก็นำมาใช้ทำเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ไม้ที่ใช้ในการปลูกบ้านในสวนชัชนาถส่วนใหญ่จึงมีรอยไหม้ไฟ ซึ่งบางคนเห็นแล้วชอบบอกว่าเท่ห์ดี  ไม้พวกนี้เป็นแก่นไม้ จึงแข็งมากตอกตะปูไม่เข้า ต้องใช้สว่านเจาะก่อนตีตะปูจากบ้านหลังแรก (2 ห้องนอน) ที่สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2540 และหลังที่สอง (4ห้องนอน) ในปี 2541 ก็ค่อยๆ สร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีรวม 9 หลังในปัจจุบัน ที่น่าเล่าก็คือ การสร้างบ้านที่เขียนแบบและดูแลงานโดยคุณจมรนั้น จะว่าจ้างช่างจากเมืองเลยมาทำแบบงานเหมา พวกช่างก็อพยพมาอยู่ในที่โดยเอาข้าวเหนียวมาอย่างเดียว แล้วมาหาเนื้อสัตว์พวก กบ เขียด ปลา และผัก เอาจากในสวนนั่นเอง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเลย ฉะนั้นการสร้างบ้านแต่ละหลังจึงใช้เวลานานมากเพราะช่างไม่ยอมทำให้เสร็จ!

ระบบน้ำที่ใช้ในสวนเป็นการสูบน้ำขึ้นไปยังยอดเนินและปล่อยลงมาผ่านถังกรอง 2 ถัง จนใสแจ๋วเก็บในบ่อไว้ใช้ตามบ้าน ทั้งหมดนี้เป็นระบบใช้แรงดันน้ำจากที่สูงลงต่ำทั้งสิ้น (นอกจากนั้นในปี พ.ศ. 2548 ก็เจาะบ่อบาดาลเอาน้ำแร่จากภูเขามาใช้ดื่มกินได้อีกด้วย)

ส่วนระบบน้ำทิ้งนั้นคุณยอดเยี่ยม ก็คิดไว้ดีมาก กล่าวคือ น้ำทิ้งทั้งหมดก่อนจะปล่อยออกไปจะให้ผ่านบ่อกรองน้ำเสียก่อนถึง 2 บ่อ นับว่าอนุรักษ์ธรรมชาติกันสุดๆ

15 ปีก็ไม่ได้นานเกินรอที่จะเปลี่ยนสภาพพื้นที่ลูกรังเสื่อมโทรมมีแต่หญ้าคาให้กลายเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ ได้ดังสวนชัชนาถในปัจจุบัน พอเป็นป่าก็เริ่มมีนกจากที่ไม่เคยเห็นเลยเพราะไม่มีต้นไม้ ไก่ป่า นกคุ่มที่ชอบทำรังบนพื้นดิน หมูหริ่ง (สัตว์ในพื้นที่มีลักษณะหน้าเหมือนหมูแต่เท้าเหมือนหมา ตัวโตกว่าหมาเล็กน้อย) และสัตว์ป่าอื่นๆ ก็มาใช้เป็นที่อยู่อาศัย ผืนดินเมื่อคืนสภาพก็เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่กินได้โดยเฉพาะพวกเห็ดเช่นเห็ดโคนมีมากมายกินกันไม่หวาดไม่ไหว เห็นแล้วจะเชื่อว่าป่านี่ปลูกได้จริงๆ

สภาพพื้นที่แถบ ต.ท่าศาลา และ ต.สานตม ก็คล้ายๆกับที่อื่นๆในแถบ อ. ภูเรือ คือมีสภาพเป็นป่าเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 600-700 เมตร เมื่อก่อนเป็นป่าดิบ การเดินทางไม่สะดวกและไม่มีใครอยากไปเยี่ยมเยือน นายคำภูและแม่คำภาเล่าถึงสภาพหมู่บ้านเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ที่ตอนกลางคืนไม่กล้าลงจากเรือนเพราะกลัวเสือคาบไปกิน!

ชาวบ้านเล่ากันว่าทุกครั้งที่ใครเอารูป “เมืองกรุงเทพฯ” มาให้ดูได้เห็นตึกรามบ้านช่องแล้วก็ภาวนาว่าเมื่อไหร่หนอภูเรือจะเลิกเป็นป่าเขา และเจริญอย่างกรุงเทพฯเสียที ไม่นานเกินรอก็มีนานทุนมาแนะนำให้ปลูกข้าวโพดและจะรับซื้อเพื่อส่งไปขายต่างประเทศ จึงเป็นครั้งแรกที่คนแถบนั้นมีการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างจริงจัง การเตรียมที่ปลูกข้าวโพดก็ต้องถางป่า

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นป่าทึบและต้นไม้แต่ละต้นก็ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ ใครที่เก่งและขยันก็จะโค่นต้นไม้และเผาปราบที่ได้เร็วกว่าคนอื่นแล้วก็จับจองที่ดินเป็นกรรมสิทธิของตนเอง นายคำภูเล่าว่าแกต้องทำงาน “โค่นป่า” อย่างหามรุ่งหามค่ำและก็ต้องมีวิธีการโค่นป่าอย่างเร็วอีกด้วย

ป่าดิบแถว อ.ภูเรือ หมดไป  ที่ดินกลายสภาพเป็นหัวโล้น ส่วนป่าหมดไปไร้ที่อยู่ก็เพราะอยากจะได้เงินจากการส่งผลิตผลพืชไร่ไปขายต่างประเทศนี่แหละ คุ้มกันไหมก็ไม่รู้

ในปีสองปีแรกของการเข้ามาดูแลสวนนายคำภู และแม่คำภาจะพูดเสมอว่ากำลังใช้กรรม เพราะเมื่อก่อนโค่นต้นไม้ไปแยะตอนนี้ต้องมาคอยปลูกและดูแลต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยถ้าต้นไม้ตายไปก็ยังถูกต่อว่าเอาอีก  แต่เมื่อปลูกป่าสำเร็จ ทั้งสองคนโดยเฉพาะนายคำภูก็กลายเป็นนักอนุรักษ์ตัวยงไปเลยชนิดที่จะทำครัวใหม่ให้แม่คำภาแล้วต้องตัดต้นไม้ออกไม่กี่ต้นก็ไม่ยอมแล้ว นายคำภูสอนให้เพื่อนๆ หันมาปลูกป่า เพราะแกก็เพิ่งเห็นสัจธรรมว่าป่าคือชีวิต ป่าคือแหล่งอาหารโดยแท้ แกพยายามสอนชาวบ้านให้เน้นความสำคัญของป่าเพราะเชื่อสนิทแล้วว่ารายได้ที่ได้จากการปลูกพืชไร่นั้นไม่คุ้มกับป่าและสัตว์ป่าที่ถูกทำลายไปเลยจริงๆ